News

News

News new วิธีการ ลงทุนCrypto แบบใหม่ด้วย Yield Farming

วิธีการ ลงทุนCrypto แบบใหม่ด้วย Yield Farming

วิธีการ ลงทุนCrypto แบบใหม่ด้วย Yield Farming ประเภทการลงทุนคริปโตมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการเก็งกำไรระยะสั้น การลงทุนในระยะยาว หรือจะเป็นการเทรดแบบสัญญาอนุพันธ์ (Future) และยังมีอีกหนึ่งวิธีที่เป็นวิธีลงทุนคริปโตจากการได้ผลตอบแทนในการฝากสินทรัพย์หรือเงินทุนในตลาด DeFi ซึ่งมีหลายประเภท เช่น ปล่อยกู้, Staking, Yield Farming เป็นต้น

วิธีเหล่านี้จะมีลักษณะเหมือนกับการฝากเงินในธนาคารและได้รับดอกเบี้ย แต่วิธีการฝากสินทรัพย์ใน DeFi นี้จะให้ผลตอบแทนมากกว่าธนาคาร ซึ่งวิธี Yield Farming จะได้รับความนิยมมาก จะให้ผลตอบแทนประมาณ 100 – 500% ต่อปีหรือมากกว่านั้น จะขึ้นอยู่กับอัตราผลตอบแทนของแต่ละแพลตฟอร์ม การลงทุนคริปโตประเภทนี้จึงเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามองและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

การ ลงทุนคริปโต ประเภท Yield Farming คืออะไร
Yield Farming หรือการทำฟาร์ม คือ วิธีการลงทุนคริปโตรูปแบบหนึ่งที่นักลงทุนสามารถทำกำไรจากการฝากสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งรูปแบบนี้จะมีลักษณะคล้ายกับการ Staking ที่เป็นการฝากเหรียญไว้บน Blockchain และจะได้รับเหรียญเป็นผลตอบแทน

แต่ Yield Farming จะต่างกันตรงที่นักลงทุนจะเป็นผู้ปล่อยสภาพคล่องหรือเรียกว่าอีกอย่างนึงว่า “Liquidity Provider” ไปในแพลตฟอร์มนั้น ๆ และได้รับผลตอบแทนจากค่าธรรมเนียมหรือเหรียญโทเคน

หลักการลงทุนคริปโตประเภท Yield Farming คือ การให้นักลงทุนนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาเป็นหลักประกันและแหล่งเงินทุนให้กับแพลตฟอร์ม Decentralize Exchange ที่มีสภาพคล่องไม่มากเท่าศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแบบรวมศูนย์ (Centralized Exchange) จึงทำให้มีสภาพคล่องภายในแพลตฟอร์ม โดยแพลตฟอร์มจะต้องจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ปล่อยสภาพคล่อง (Liquidity Provider) ในรูปแบบของโบนัส

วัตถุประสงค์ของการ Farming ก็เพื่อให้แพลตฟอร์มได้รับเงินทุนมาใช้ในการสร้างสภาพคล่อง โดยที่ไม่ต้องระดมทุนหรือขอทุนจากนักลงทุนคนอื่น ๆ การที่นักลงทุนนำสินทรัพย์มาเป็นแหล่งเงินทุน ก็เพื่อจะได้รับผลตอบแทนตามระยะเวลาที่ฝากสินทรัพย์ไว้

Yield Farming ทำงานอย่างไร
Yield Farming ใช้ระบบที่มีลักษณะคล้ายกับ AMM (Automated Market Maker) โดยจะเกี่ยวข้องกับ Liquidity Provider และ Liquidity Pool ซึ่ง Liquidity Provider จะฝากเหรียญเข้าไปใน Liquidity Pool ซึ่ง Pool เปรียบเสมือน Marketplace ที่มีผู้ใช้งานสามารถยืม กู้ หรือเป็นที่แลกเปลี่ยนเหรียญโทเคน

ซึ่งการใช้งานแพลตฟอร์มจะมีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กับ Liquidity Provider เป็นค่าส่วนแบ่งที่แบ่งให้กับ Liquidity Provider และได้รับผลตอบแทนจากการเพิ่มเงินทุนเข้าไปใน Pool เพื่อรับโทเคนหรือได้รับโทเคนจากการ Airdrop ของแพลตฟอร์มนั้น

สัดส่วนการกระจายสภาพคล่องจะขึ้นอยู่กับโปรโตคอลและอัตราผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับปริมาณสภาพคล่องใน Pool นั้น ๆ คนส่วนมากจะฝากเหรียญ Stablecoin เพราะราคาเหรียญมีความผันผวนต่ำ นักลงทุนนิยมใช้เหรียญ DAI, USDT, USDC, BUSD เป็นต้น

ลงทุน
ขั้นตอนในการทำ Yield Farming มีขั้นตอนดังนี้
ผู้ที่สนใจอยากทำฟาร์มสามารถเริ่มต้นจากศึกษาข้อมูลต่าง ๆ เช่น ศึกษาแพลตฟอร์ม ใครเป็นผู้สร้าง เชื่อถือได้หรือไม่ เป็นต้น แพลตฟอร์ม DeFi ที่ได้รับความนิยมและมีผู้ใช้งานจำนวนมาก ได้แก่ Uniswap, Compound, AAVE หรือ Pancakeswap เป็นต้น
ผู้ใช้งานต้องมี Software Wallet ที่รองรับ เช่น Ethereum Wallet, MetaMask หรือ SafePal เป็นต้น จากนั้นผู้ใช้ต้องมีเหรียญที่แพลตฟอร์มนั้น ๆ รองรับ ซึ่งสามารถซื้อเหรียญได้จากกระดานศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
เมื่อได้เหรียญแล้ว ผู้ใช้สามารถโอนเหรียญไปยัง Software Wallet ในขั้นตอนนี้ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของค่าธรรมเนียมในการโอนเหรียญและจำนวนเหรียญขั้นต่ำที่รองรับ
เมื่อเหรียญถูกโอนมายัง Software Wallet แล้วก็สามารถเข้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของแพลตฟอร์มและทำการเชื่อมต่อ Wallet เข้ากับ Smart Contract เมื่อเชื่อมต่อกับ Wallet และจำนวนเหรียญที่รองรับถูกต้อง ผู้ใช้จะสามารถเลือก Pool เพื่อทำการฝากเหรียญเข้าไป และรอรับผลตอบแทนได้เลย
ความเสี่ยงในการลงทุนแบบ Yield farming

ความเสี่ยงจากการทำฟาร์มสามารถแบ่งได้ออกเป็น 4 ข้อ ดังนี้

ความเสี่ยงจากการโดนแฮ็ก (Hack) ระบบแพลตฟอร์ม เนื่องจากระบบเป็นระบบ DeFi จึงไม่สามารถรู้ว่าใครเป็นคนแฮ็ก ซึ่งในปัจจุบันแพลตฟอร์มหลายแพลตฟอร์มก็ถูกแฮ็กจำนวนไม่น้อย ดังนั้นความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มจึงเป็นอะไรที่สำคัญมาก

ความเสี่ยงจาก Impermanent Loss จากการที่เลือกคู่เหรียญในการทำฟาร์ม มูลค่าเหรียญ 2 เหรียญจะพยายาม Balance ให้เท่ากันตลอดเวลา ดังนั้นถ้าเหรียญไหนมีมูลค่าน้อยลง ระบบนั้นก็จะเอามูลค่าอีกเหรียญนึงไปเติมแทน เช่น เริ่มแรกเหรียญ ETH มูลค่า $10 จับคู่กับ BNB $10 ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ เหรียญ ETH เหลือ $5 ระบบก็จะนำมูลค่าเหรียญ BNB ไปเติมให้เท่ากัน อย่างละ $7.5 ดังนั้นการเลือกคู่เหรียญควรเลือกอย่างระมัดระวัง

ความผันผวนของราคาเหรียญที่จะได้รับเป็นผลตอบแทน ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะเลือกผลตอบแทนเป็นเหรียญในรูปแบบใด ถ้าหากเลือกเหรียญที่เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีความผันผวนของราคาสูง ก็อาจทำให้มูลค่าของเหรียญชนิดนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ค่าเสียโอกาสในการลงทุนคริปโตขณะทำฟาร์ม เนื่องจากราคาของเหรียญขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา อาจทำให้พลาดโอกาสในการทำกำไร

การลงทุนคริปโตในแพลตฟอร์ม DeFi ได้รับผลตอบแทนสูงซึ่งก็มาพร้อมกับความเสี่ยงสูงด้วย ดังนั้นนักลงทุนต้องศึกษาอย่างละเอียดก่อนการลงทุน ถ้าหากยังเป็นนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่กล้าเข้าเสี่ยงในโลก DeFi ก็สามารถลงทุนในโปรแกรม ZipUp ของ Zipmex เป็นการได้รับผลตอบแทนจากการฝากสินทรัพย์ แม้จะได้รับอัตราผลตอบแทนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับ Yield farming แต่มีความปลอดภัยมากกว่า เพราะ ทางบริษัทมีการทำประกันไว้สูงถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าสินทรัพย์ของลูกค้ามีความปลอดภัย

สรุปแล้วการลงทุนคริปโตด้วย Yield Farming เป็นการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนในรูปแบบหนึ่งที่อยู่ในโลกของ DeFi ซึ่งวิธีการจะเป็นการฝากเหรียญเข้าไปในแพลตฟอร์มและให้ระบบของ Smart Contract ดำเนินการโดยอัตโนมัติ ถึงแม้ว่าวิธีการรูปแบบนี้จะมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตามทางระบบก็ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อลดปัญหาและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่นักลงทุน

TopBack to Top